วิธีใช้ยาหยอดตาอย่างถูกต้องและช่วงห่างระหว่างยาหยอดตาหลายชนิด (How-to-Use-Eye-Drops-Correctly-and-Multiple-Drop-Intervals)
จุดสำคัญที่เข้าใจได้ในทันที
หัวข้อที่มีชื่อว่า “จุดสำคัญที่เข้าใจได้ในทันที”1. วิธีใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้องคืออะไร
หัวข้อที่มีชื่อว่า “1. วิธีใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้องคืออะไร”ยาหยอดตา (eye drops) เป็นวิธีพื้นฐานในการรักษาโรคตา และวิธีใช้ที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อประสิทธิผลและความปลอดภัย หากใช้ไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ประสิทธิผลการรักษาลดลง ผลข้างเคียงทั่วร่างกายเพิ่มขึ้น และการใช้ยาไม่สม่ำเสมอ
เหตุผลของการหยอดครั้งละ 1 หยด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “เหตุผลของการหยอดครั้งละ 1 หยด”ถุงเยื่อบุตาสามารถเก็บของเหลวได้ประมาณ 7–10 μL1) ในขณะที่ 1 หยดจากขวดยาหยอดตาทั่วไปมีประมาณ 30–50 μL3) ซึ่งมากกว่าความจุของถุงเยื่อบุตามาก ของเหลวส่วนเกินจะล้นออกนอกเปลือกตาหรือถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางท่อน้ำตา1) การหยอดเพิ่มอีก 1 หยดไม่ช่วยให้ยาออกฤทธิ์มากขึ้น แต่จะเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงทั่วร่างกายและการสัมผัสสารกันเสียเท่านั้น1)
กฎพื้นฐานของการหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “กฎพื้นฐานของการหยอดตา”หลักสำคัญของการหยอดตาที่ถูกต้องมี 3 ข้อ คือ หยอดครั้งละ 1 หยด เว้นระยะระหว่างยาหยอดตาหลายชนิดอย่างน้อย 5 นาที และกดถุงน้ำตาหลังหยอด
ภาพรวมเภสัชจลนศาสตร์ของยาหยอดตา:
| เส้นทางการดูดซึม | รายละเอียด |
|---|---|
| ผ่านกระจกตา | ทางหลักของการซึมเข้าสู่ภายในตา ความเข้มข้นในช่องหน้าลูกตาจะสูงสุดหลังหยอด 5–10 นาที |
| ผ่านเยื่อบุตาและตาขาว | การดูดซึมจากบริเวณรอบกระจกตา สำคัญสำหรับยาบางชนิด |
| ผ่านท่อน้ำตาไปสู่โพรงจมูก (ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย) | มีชีวประสิทธิผลสูง เพราะไม่ถูกเมตาบอลิซึมผ่านตับครั้งแรก สาเหตุหลักของผลข้างเคียง |
การเข้าใจว่ายาหยอดตาถูกดูดซึมอย่างไรหลังหยอด จะช่วยให้สามารถแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีหยอดตาได้อย่างเหมาะสม1).
ครั้งละ 1 หยดก็เพียงพอ ถุงเยื่อบุตารองรับได้เพียงประมาณ 7–10 μL จึงมีเพียงบางส่วนของ 1 หยด (ประมาณ 30–50 μL) ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ตา แม้หยอด 2 หยดขึ้นไป ประสิทธิผลก็ไม่เปลี่ยน มีแต่เพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการสัมผัสสารกันเสีย
2. เทคนิคพื้นฐานในการหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “2. เทคนิคพื้นฐานในการหยอดตา”
แสดงขั้นตอนการหยอดตาที่ถูกต้องเป็นลำดับ ขั้นตอนที่ทำผิดอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงอย่างมาก1).
ขั้นตอนมาตรฐาน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ขั้นตอนมาตรฐาน”- ล้างมือ: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำไหล แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
- ดึงเปลือกตาล่างลง: ขณะมองกระจก ค่อยๆ ดึงเปลือกตาล่างลงเพื่อเปิดให้เห็นถุงเยื่อบุตา
- หยอดยา: อย่าให้ปลายขวดสัมผัสตา ขนตา หรือปลายนิ้ว หยอด 1 หยดจากระยะ 1–2 ซม.
- หลับตาและกดถุงน้ำตา: หลับตาเบาๆ แล้วใช้นิ้วชี้กดเบาๆ ที่หัวตาด้านใน (บริเวณถุงน้ำตา) นาน 1–2 นาที
- จัดการกับยาที่ล้นออกมา: ใช้กระดาษทิชชูสะอาดเช็ดยาที่ล้นออกมา โดยเช็ดออกไปทางด้านนอกของตา
ความสำคัญของการกดถุงน้ำตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ความสำคัญของการกดถุงน้ำตา”ช่วยลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านท่อน้ำตา-จมูกได้ประมาณ 60%1) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำคัญในการป้องกันผลข้างเคียงทั่วร่างกาย (หัวใจเต้นช้า หลอดลมหดเกร็ง) จากยาหยอดตากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (เช่น timolol) แนะนำให้ทำอย่างเคร่งครัดในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุ และเด็ก
การกะพริบตาซ้ำๆ หลังหยอดยาเป็นผลเสีย การเปิดและปิดเปลือกตาอย่างรวดเร็วจะทำให้ยาไหลเข้าสู่ท่อน้ำตา-จมูกมากขึ้น และลดปริมาณยาที่ดูดซึมเข้าสู่ตา1).
การใช้อุปกรณ์ช่วยหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การใช้อุปกรณ์ช่วยหยอดตา”ในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความคล่องแคล่วของนิ้วลดลง และเด็ก การใช้อุปกรณ์ช่วยหยอดตาได้ผลดี2) การใช้อุปกรณ์ช่วยจะเพิ่มอัตราความสำเร็จของการหยอดตาและช่วยให้ปฏิบัติตามการรักษาได้ดีขึ้น ในเด็ก วิธีที่ได้ผลคือให้นอนหงาย หลับตา หยอด 1 หยดที่หัวตาด้านใน (บริเวณถุงน้ำตา) แล้วจึงลืมตา
ไม่ถูกต้อง หากกระพริบตาถี่ ๆ หลังหยอดยา ตัวยาอาจไหลออกทางท่อน้ำตา ทำให้ปริมาณที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ตาลดลง หลังหยอดยาให้หลับตาเบา ๆ และกดบริเวณหัวตาเป็นเวลา 1 ถึง 2 นาที
3. ระยะห่างและลำดับของการหยอดยาหลายชนิด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “3. ระยะห่างและลำดับของการหยอดยาหลายชนิด”ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับยาหยอดตามากกว่าหนึ่งชนิด และการรักษาระยะห่างกับลำดับที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาให้สูงสุด
กฎ 5 นาที
หัวข้อที่มีชื่อว่า “กฎ 5 นาที”เมื่อใช้ยาหยอดตาหลายชนิด ควรเว้นระยะระหว่างแต่ละหยดอย่างน้อย 5 นาที เวลาที่ตัวยาหยอดแรกจะถูกดูดซึมและระบายออกจากถุงเยื่อบุตาประมาณ 5 นาที1) และหากเว้นระยะไม่พอ ยาหยอดที่ตามมาสามารถชะล้างยาหยอดก่อนหน้าได้ (ผลการเจือจาง) บางเอกสารก็แนะนำให้เว้น 10 นาที1)
หลักการลำดับการหยอด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “หลักการลำดับการหยอด”ให้ปฏิบัติตามลำดับต่อไปนี้ตามคุณสมบัติของตัวยา
| ลำดับ | ชนิดของยา | ตัวอย่างที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ลำดับแรก | ยาหยอดตาชนิดละลายน้ำ | ยาปฏิชีวนะ, ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์, ยากลุ่มพรอสตาแกลนดิน |
| ลำดับที่สอง | ยาน้ำแขวนตะกอน | ยาน้ำแขวนตะกอนฟลูออโรเมโธโลน, ยาน้ำแขวนตะกอนโอลอพาทาดีน |
| ลำดับที่สาม | ยาเจล | Timoptol XE®, Rysmon TG® |
| ลำดับที่สี่ (สุดท้าย) | ยาขี้ผึ้งตา | ยาขี้ผึ้งตาต้านแบคทีเรีย, ยาขี้ผึ้งอิริโทรไมซิน |
ยาน้ำแขวนตะกอน (เช่น ยาน้ำแขวนตะกอนฟลูออโรเมโธโลน) มีตัวยาที่ตกตะกอน จึงต้องเขย่าให้เข้ากันก่อนใช้ ยาเจลอาจทำให้ตามัวชั่วคราว จึงควรใช้เป็นลำดับสุดท้าย ยาขี้ผึ้งตาใช้ฐานที่เป็นน้ำมัน ซึ่งอาจขัดขวางยาหยอดตาไม่ให้ถึงกระจกตา ดังนั้นควรใช้หลังยาหยอดตาทั้งหมด
ลดภาระจากการใช้ยาหยอดตาสูตรผสม
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ลดภาระจากการใช้ยาหยอดตาสูตรผสม”ยาหยอดตาสูตรผสมที่รวมยาหลายชนิดไว้ในขวดเดียวมีประโยชน์ในการลดจำนวนครั้งที่ต้องหยอดและช่วยให้ใช้ยาต่อเนื่องดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ยาหยอดตาสูตรผสม latanoprost/timolol (Xalacom®) สามารถให้ยาได้สองชนิดในการหยอดเพียงครั้งเดียว และยังลดการสัมผัสสารกันเสีย2).
ตัวอย่างยาหยอดตาแบบผสมสำหรับต้อหินที่พบบ่อย:
| ชื่อผลิตภัณฑ์ | ส่วนประกอบ | ลักษณะ |
|---|---|---|
| Xalacom® | ลาตาโนพรอสต์ + ทิโมลอล | อนุพันธ์พรอสตาแกลนดิน + ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ |
| DuoTrav® | ทราโวพรอสต์ + ทิโมลอล | อนุพันธ์พรอสตาแกลนดิน + ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ |
| Azarga® | บรินโซลาไมด์ + ทิโมลอล | ตัวยับยั้งคาร์บอนิกแอนไฮเดรส + ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ |
| Cosopt® | ดอร์โซลาไมด์ + ทิโมลอล | ยับยั้งเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส + เบต้า-บล็อกเกอร์ |
| Locoa® | ทาฟลูพรอสต์ + ทิโมลอล | อนาล็อกของพรอสตาแกลนดิน + เบต้า-บล็อกเกอร์ (ไม่มีสารกันเสีย) |
ในกรณีที่ใช้ยาหลายชนิด การเปลี่ยนเป็นยาหยอดตาแบบผสมมีประโยชน์ในการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและลดการสัมผัสสารกันเสีย2)
ไม่ควร ต้องเว้นอย่างน้อย 5 นาที หากหยอดต่อกัน ยาที่หยอดก่อนอาจถูกชะล้างออกและไม่ได้ผลเต็มที่ ลำดับพื้นฐานคือ: น้ำยา → ยาแขวนตะกอน → เจล → ขี้ผึ้งตา
4. การเก็บรักษาและการจัดการยาหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4. การเก็บรักษาและการจัดการยาหยอดตา”ลักษณะและข้อควรระวังในการใช้ของกลุ่มยาหยอดตาหลัก
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ลักษณะและข้อควรระวังในการใช้ของกลุ่มยาหยอดตาหลัก”การเข้าใจคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของยาหยอดตาช่วยให้ให้คำแนะนำผู้ป่วยและใช้ยาได้อย่างเหมาะสม1).
ยารักษาอาการตาแห้ง:
- น้ำตาเทียม: มีพื้นฐานเป็นน้ำเกลือ ให้ความชุ่มชื้นเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันเสียควรระวังขณะใส่ SCL
- ยาหยอดตาไดควาโฟซอลโซเดียม 3% (Diquas®): กระตุ้นการหลั่งน้ำและมิวซิน วันละ 6 ครั้ง มีสารกันเสีย
- เรบามิไพด์ 2% (Mucosta® ophthalmic UD): กระตุ้นการสร้างมิวซิน ต้องเขย่าก่อนใช้
- ยาหยอดตาโซเดียมไฮยาลูโรเนต: ปกป้องและหล่อลื่นผิวกระจกตา มีความเข้มข้น 0.1–0.3% และในรายที่รุนแรงความเข้มข้นสูงมีประสิทธิภาพ
ยาต้านภูมิแพ้ (ยาหยอดตา):
- ยาต้านฮิสตามีน (olopatadine, ketotifen เป็นต้น): ออกฤทธิ์เร็ว
- ยายับยั้งการหลั่งสารสื่อกลาง (cromoglycate, tranilast เป็นต้น): ใช้เพื่อป้องกัน
- ยาหยอดตาสูตรผสมยาต้านฮิสตามีน + ยายับยั้งการหลั่งสารสื่อกลาง: วันละ 2–3 ครั้ง
กลุ่มยารักษาต้อหินและจำนวนครั้งที่ใช้ต่อวัน:
- ยาที่เกี่ยวข้องกับพรอสตาแกลนดิน: วันละครั้ง (ก่อนนอน)
- ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์: วันละ 2 ครั้ง (บางชนิดวันละครั้ง)
- ยายับยั้งคาร์บอนิกแอนไฮเดรส: วันละ 3 ครั้ง
- ยากระตุ้น α2: วันละ 2–3 ครั้ง
- ยายับยั้ง Rho kinase (ripasudil): วันละ 2 ครั้ง
- ยาหยอดตาผสม: วันละ 1–2 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ)
อุณหภูมิในการเก็บรักษาและการป้องกันแสง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “อุณหภูมิในการเก็บรักษาและการป้องกันแสง”ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขการเก็บรักษาโดยทั่วไป
| ประเภทการเก็บรักษา | เงื่อนไข | ยาที่ใช้เป็นตัวอย่าง |
|---|---|---|
| เก็บที่อุณหภูมิห้อง | 1–30°C | ยาหยอดตาหลายชนิด (timolol, dorzolamide เป็นต้น) |
| เก็บในตู้เย็น | 2–8°C | ลาตาโนพรอสต์ (ก่อนเปิดใช้), ยาหยอดตาปฏิชีวนะบางชนิด |
| เก็บให้พ้นแสง | หลีกเลี่ยงแสง | ยาหยอดตาอีพีนาสทีน, ยาหยอดตา NSAID บางชนิด |
ไม่ควรวางทิ้งไว้ในรถหรือในที่ร้อน เพราะอุณหภูมิสูงอาจทำให้ยาเสื่อมได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องแช่เย็น การนำกลับมาไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อนใช้ไม่นานอาจช่วยลดอาการแสบเมื่อหยอดยาได้
ระยะเวลาการใช้หลังเปิดใช้
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ระยะเวลาการใช้หลังเปิดใช้”ยาที่มีสารกันเสียควรใช้ภายในประมาณ 1 เดือนหลังเปิดใช้ ยาที่ไม่มีสารกันเสีย (แบบใช้ครั้งเดียว) ควรใช้ทันทีหลังเปิดใช้ และส่วนที่เหลือควรทิ้ง ยาหยอดตาที่ทิ้งไว้นานไม่ควรใช้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ
การดูแลความสะอาดของขวด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การดูแลความสะอาดของขวด”- อย่าให้ปลายขวดสัมผัสกับตา ขนตา หรือปลายนิ้ว (เพื่อป้องกันการปนเปื้อน)
- ปิดฝาทันทีหลังใช้
- ไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น เพราะมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ
- หากมียาหยอดตาหลายชนิด ให้แยกด้วยสีและรูปทรงของขวดเพื่อไม่ให้หยิบใช้ผิด
5. ผลข้างเคียงต่อร่างกายและข้อควรระวังของยาหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “5. ผลข้างเคียงต่อร่างกายและข้อควรระวังของยาหยอดตา”ทางการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ทางการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย”หลังหยอดตา ตัวยาจะถูกดูดซึมผ่านท่อน้ำตาไปจมูก → หลอดเลือดของเยื่อบุจมูก → เข้าสู่การไหลเวียนทั่วร่างกาย1) เนื่องจากเส้นทางนี้ไม่ผ่าน first-pass effect ที่ตับ ยาบางชนิดจึงอาจมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ในร่างกายสูง การกดถุงน้ำตาจะปิดกั้นเส้นทางนี้และลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ประมาณ 60%1)
ผลข้างเคียงต่อร่างกายที่สำคัญตามกลุ่มยา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ผลข้างเคียงต่อร่างกายที่สำคัญตามกลุ่มยา”| กลุ่มยา | ตัวยาที่ใช้บ่อย | ผลข้างเคียงต่อร่างกายที่สำคัญ | ข้อควรทราบ |
|---|---|---|---|
| ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ | ทิโมลอล, คาร์ทีโอลอล | หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ หลอดลมเกร็ง ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง | ห้ามใช้ทิโมลอลในผู้ป่วยหอบหืด |
| ยาที่เกี่ยวข้องกับพรอสตาแกลนดิน | ลาทาโนพรอสต์, บิมาโทพรอสต์ | ม่านตาเกิดเม็ดสี, ขนรอบตาเพิ่มขึ้น, DUES/PAP | ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เนื่องจากเสี่ยงต่อการหดตัวของมดลูก |
| ยับยั้งเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส (ยาหยอดตา) | ดอร์โซลาไมด์, บรินโซลาไมด์ | ความผิดปกติของการรับรส, ความเสียหายของเยื่อบุผิวด้านในกระจกตา | ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีไตบกพร่องรุนแรง |
| ยากระตุ้นตัวรับแอลฟา-2 | บริโมนิดีน | ง่วงซึม, ปากแห้ง, ความดันโลหิตต่ำ | ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากเสี่ยงต่อการกดการหายใจ |
| ยาขยายม่านตา | อะโทรพีน | ไข้ หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง | ควรระวังผลข้างเคียงทั่วร่างกายในเด็กเป็นพิเศษ |
| สเตียรอยด์ | ฟลูออโรเมโทโลน, เบตาเมทาโซน | ความดันตาสูงขึ้น, ต้อกระจกใต้แคปซูลหลัง | ผลข้างเคียงทั่วร่างกายค่อนข้างน้อย |
| ยาหยอดตาต้านเชื้อแบคทีเรีย | เลโวฟลอกซาซิน เป็นต้น | ภาวะไวเกิน, ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส |
ยาหยอดตากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ (เช่น timolol) อาจถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านท่อน้ำตาและทำให้หัวใจเต้นช้า ใจสั่น หรือหายใจไม่อิ่มได้ การกดถุงน้ำตาหลังหยอดอย่างถูกต้องช่วยลดปริมาณที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ หากอาการยังคงอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล
6. การหยอดตาในสถานการณ์พิเศษ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “6. การหยอดตาในสถานการณ์พิเศษ”ผู้ใส่คอนแทคเลนส์
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ผู้ใส่คอนแทคเลนส์”ยาหยอดตาที่มี benzalkonium chloride (BAK) โดยหลักแล้วเป็นข้อห้ามใช้ขณะใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (SCL) BAK สามารถเกาะติดกับเลนส์และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเยื่อบุผิวกระจกตา
- โดยหลัก: ถอดคอนแทคเลนส์ก่อนหยอดตา
- สูตรที่ใช้ร่วมกับคอนแทคเลนส์ได้: สูตรที่ไม่มีสารกันเสียหรือไม่มี BAK อาจใช้ได้แม้ขณะใส่เลนส์ (ตรวจสอบเอกสารกำกับยา)
- เวลาที่ใส่กลับ: ใส่คอนแทคเลนส์กลับได้อย่างน้อย 10–15 นาทีหลังหยอดยา
การหยอดตาในเด็ก
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การหยอดตาในเด็ก”เด็กมักหยอดตาเองไม่ได้ จึงต้องมีพ่อแม่หรือผู้ดูแลช่วย
- วิธีนอนหงาย: ให้เด็กนอนหงายและหลับตา จากนั้นหยอดยา 1 หยดที่หัวตาด้านใน (หัวตาที่ใกล้จมูก) แล้วค่อยให้ลืมตา ยาจะเข้าสู่ตา
- ยาหยอดตาอะโทรพีน: ระวังไข้ หัวใจเต้นเร็ว และหน้าแดงจากการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และต้องกดถุงน้ำตาให้แน่น
- อุปกรณ์ช่วย: การใช้อุปกรณ์ช่วยหยอดตาได้ผลดี2).
การหยอดตาในผู้สูงอายุ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การหยอดตาในผู้สูงอายุ”ในผู้สูงอายุ ปัญหาต่อไปนี้มักซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องกัน
- ความคล่องแคล่วของนิ้วลดลง: แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยหยอดตา (เช่น Auto-Drop®)2).
- การใช้ยาหลายชนิดทำให้การปฏิบัติตามแผนลดลง: เมื่อใช้ยาหยอดตาตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไป อัตราการหลุดใช้จะสูงขึ้น2) จึงควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาหยอดตาสูตรผสม.
- การทำงานด้านการรับรู้ลดลง: การให้ผู้ดูแลช่วยหยอดตาและใช้ปฏิทินหยอดตาได้ผลดี
สารกันเสียในยาหยอดตาและความเป็นพิษต่อกระจกตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “สารกันเสียในยาหยอดตาและความเป็นพิษต่อกระจกตา”เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (BAK) เป็นสารกันเสียที่ใช้กันมากที่สุด และทำลายเซลล์เยื่อบุผิวและเซลล์เยื่อบุด้านในของกระจกตาโดยรบกวนเยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อใช้เป็นเวลานาน อาจทำให้เยื่อบุผิวกระจกตาเสียหาย ตาแห้งแย่ลง และเยื่อบุตาเป็นพังผืด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารกันเสีย (PF) และแบบใช้ครั้งเดียวมีความเป็นพิษต่อผิวตาน้อยกว่า และแนะนำสำหรับผู้ป่วยต้อหินที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัด2).
ชนิดและลักษณะของสารกันเสีย:
| สารกันเสีย | ลักษณะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (BAK) | ใช้แพร่หลายที่สุด มีความเป็นพิษต่อกระจกตา | โดยหลักแล้วห้ามใช้ขณะใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม |
| ซอร์เบต (โพลีซอร์เบต 80) | มีความเป็นพิษน้อยกว่า BAK | ใช้ในผลิตภัณฑ์บางชนิด |
| สารประกอบ Purite (เช่น Purite®) | มีความเป็นพิษต่อกระจกตาน้อยกว่า BAK | ใช้ในผลิตภัณฑ์ลาตาโนพรอสต์ |
| SofZia® | มีพื้นฐานจากสังกะสีออกไซด์ มีความเป็นพิษต่ำ | ใช้ในผลิตภัณฑ์ทราโวพรอสต์ |
| ปราศจากสารกันเสีย | ไม่มีพิษต่อกระจกตา | ขวดแอร์เลสแบบใช้ครั้งเดียว |
Baudouin และคณะได้ทบทวนความเป็นพิษของสารกันเสียต่อกระจกตาและเยื่อบุตาอย่างเป็นระบบ และแสดงให้เห็นว่า BAK กระตุ้นการตายแบบอะพอพโทซิสของเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตา ลดจำนวนเซลล์ถ้วย และเพิ่มการสร้างไซโตไคน์ที่ก่อการอักเสบ4). สูตรอิมัลชันชนิดคาไทออนิก (ที่มี cetrimide) แสดงความปลอดภัยต่อกระจกตาเทียบเท่ากับยาหยอดตาทั่วไปในแบบจำลองการหายของแผลกระจกตาในเชิงทดลอง และกำลังได้รับความสนใจในฐานะเทคโนโลยีทดแทนสารกันเสียรุ่นใหม่4). ในผู้ป่วยต้อหิน มีรายงานว่าการใช้ยาหยอดตาหลายชนิดและต่อเนื่องเป็นเวลานานเพิ่มความชุกของโรคผิวตา4). แนวทางเวชปฏิบัติต้อหิน ฉบับที่ 5 แนะนำให้ใช้สูตรที่ไม่มีสารกันเสียและยาหยอดตาสูตรผสมในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของผิวตา5).
6b. ประเด็นปฏิบัติในการสอนหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “6b. ประเด็นปฏิบัติในการสอนหยอดตา”ประเด็นการสอนเฉพาะผู้ป่วย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ประเด็นการสอนเฉพาะผู้ป่วย”ในการดูแลทางจักษุ การสอนการหยอดตาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา และควรปรับให้เหมาะกับอายุ โรค และสภาพชีวิตของผู้ป่วย
ประเด็นการสอนสำหรับผู้ใหญ่ (ทั่วไป):
- อธิบายเหตุผลที่แนะนำให้หยอดครั้งละ 1 หยด และปัญหาของการหยอดหลายหยด
- แสดงลำดับการหยอดตาอย่างเป็นภาพ (สารละลาย → สารแขวนลอย → เจล → ขี้ผึ้ง)
- สาธิตความสำคัญของการกดถุงน้ำตาและวิธีทำที่ชัดเจน (ใช้นิ้วกดที่หัวตาเป็นเวลา 1–2 นาที)
- เน้นว่าผลิตภัณฑ์ที่มี BAK ห้ามใช้กับผู้ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (SCL)
- อธิบายอาการข้างเคียงที่ผู้ป่วยสังเกตได้เอง (โดยเฉพาะใจสั่นและหายใจไม่อิ่มจากยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์)
ข้อควรดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ:
- ประเมินการมองเห็น การใช้มือ และความสามารถด้านความคิดอย่างครอบคลุม
- นำอุปกรณ์ช่วยหยอดตาของจริงมาให้ดูและอธิบายวิธีใช้2)
- พิจารณาลดจำนวนขวดโดยเปลี่ยนเป็นยาหยอดตาชนิดผสม2)
- ให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลและครอบครัวด้วยพร้อมกัน
การสนับสนุนการใช้ยาตามแผนในผู้ป่วยต้อหิน:
- อธิบายซ้ำๆ ว่าการรักษาต่อไปแม้ยังมองเห็นอยู่มีความสำคัญ
- เชื่อมเวลาหยอดตากับกิจวัตรประจำวัน (แปรงฟัน, มื้ออาหาร)
- ในการมาติดตามตามนัดทุกครั้ง ให้ตรวจท่าหยอดตาแบบปฏิบัติจริง
- กระตุ้นให้ปรึกษาแพทย์หากมีอาการข้างเคียงมาก (ไม่ให้หยุดยาเอง)
การประสานงานกับร้านยาและร้านแว่นตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การประสานงานกับร้านยาและร้านแว่นตา”การแนะนำวิธีหยอดตาไม่เพียงสำคัญต่อจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร/นักจักษุวิทยา และพยาบาลเท่านั้น แต่การร่วมมือกับเภสัชกรที่ร้านขายยาก็มีความสำคัญเช่นกัน ในอุดมคติควรมีการตรวจสอบเทคนิคการหยอดตาระหว่างการให้คำแนะนำเรื่องยาในร้านขายยา ข้อมูลเกี่ยวกับยาหยอดตาหลายชนิดควรถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกยา เพื่อให้เภสัชกรและแพทย์สามารถตรวจสอบได้เมื่อผู้ป่วยไปพบแผนกอื่น แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคต้อหิน (ฉบับที่ 5) ก็กล่าวถึงความสำคัญของการควบคุมความดันลูกตาผ่านความร่วมมือระหว่างจักษุวิทยาและร้านขายยา5)
7. ความรู้ล่าสุดและวิธีเพิ่มการใช้ยาตามแผน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “7. ความรู้ล่าสุดและวิธีเพิ่มการใช้ยาตามแผน”สถานการณ์ปัจจุบันของการใช้ยาหยอดตาตามแผน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “สถานการณ์ปัจจุบันของการใช้ยาหยอดตาตามแผน”การใช้ยาหยอดตาตามแผนในโรคเรื้อรัง (เช่น ต้อหิน) ต่ำกว่าที่คาดไว้ในการสำรวจในชีวิตจริง การประเมินเชิงวัตถุด้วยระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (MEMS: Medication Event Monitoring System) พบว่ามีผู้ป่วยเพียงประมาณ 50–70% ที่หยอดตาตามแพทย์สั่ง2) ปัจจัยของการไม่ใช้ยาตามแผนแบ่งได้เป็น “ลืม” “ไม่ชอบผลข้างเคียง” “ภาระค่าใช้จ่าย” และ “ความซับซ้อนของวิธีใช้จากการมียาหลายชนิด”2)
งานวิจัยที่ใช้การติดตามอิเล็กทรอนิกส์มักพบว่าการใช้ยาหยอดตาโรคต้อหินตามแผนนั้นต่ำกว่าที่รายงานด้วยตนเอง และแม้แต่ยาที่ใช้วันละครั้งก็อาจยังไม่เพียงพอในบางกรณี2)
คำแนะนำเชิงปฏิบัติเพื่อเพิ่มการใช้ยาตามแผน:
| วิธีการแทรกแซง | ผล | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| สั่งอุปกรณ์ช่วยหยอดตา | เพิ่มอัตราความสำเร็จและการรับรู้ความสามารถของตนเอง2) | AutoDrop®, Rakuraku Tenyaku® |
| การปรับตารางหยอดตาให้เหมาะสม | ป้องกันการลืม | เชื่อมกับกิจวัตรประจำวัน เช่น หลังอาหารเช้าและก่อนนอน |
| เปลี่ยนเป็นยาหยอดตาแบบผสม | ลดจำนวนครั้งในการหยอดตา2) | ยาชนิดใช้วันละครั้งมีอัตราการหยุดใช้ต่ำกว่ายาที่ใช้วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง |
| การให้ความรู้ผู้ป่วยและการสอนผ่านวิดีโอ | ปรับปรุงวิธีการใช้ | การตรวจวิธีใช้จริงเมื่อมาพบแพทย์มีประสิทธิภาพที่สุด |
| การแจ้งเตือนบนสมาร์ทโฟน | ป้องกันการลืม | การใช้แอป |
การสื่อสารที่ดีระหว่างจักษุแพทย์กับผู้ป่วย การรับมือกับผลข้างเคียง และการคำนึงถึงภาระค่าใช้จ่าย เป็นปัจจัยสำคัญในการคงการใช้ยารักษาต้อหินอย่างต่อเนื่อง2).
แนวทางการสอนการหยอดตาในผู้ป่วยต้อหิน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “แนวทางการสอนการหยอดตาในผู้ป่วยต้อหิน”ต้อหินต้องอาศัยการดูแลระยะยาวด้วยยาหยอดตาเป็นหลัก และการลดลงของการใช้ยาอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่การดำเนินโรคและความเสียหายของลานสายตาที่แย่ลงโดยตรง การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและการสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการใช้ยาหยอดตาอย่างต่อเนื่อง2) โดยเฉพาะปัจจัยต่อไปนี้มีส่วนทำให้การใช้ยาไม่ต่อเนื่องลดลง
- ประสบการณ์ผลข้างเคียง: ตาแดง อาการระคายเคือง ขนรอบดวงตาเพิ่มขึ้น (ยากลุ่ม PG) ใจสั่น (ยากลุ่มเบต้า)
- ภาระค่าใช้จ่าย: ต้องใช้ยาหยอดตาหลายชนิดต่อเนื่องในราคาสูง
- อาการน้อย: ต้อหินระยะแรกมักไม่มีอาการ ทำให้ยากที่จะรับรู้ถึงความจำเป็นของการรักษา
- ความยากในการหยอด: โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีอาการสั่น
- ‘ไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่’: ไม่มีผลตอบกลับที่เป็นรูปธรรม
การตระหนักถึงอุปสรรคเหล่านี้และให้การสนับสนุนการใช้ยาตามปัญหาเฉพาะของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ
การให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับผลข้างเคียงทั่วร่างกายของยาหยอดตา
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับผลข้างเคียงทั่วร่างกายของยาหยอดตา”สิ่งสำคัญคือควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างเพียงพอว่ายาหยอดตาเองก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นเดียวกับยารับประทานหรือยาทั่วไป โดยเฉพาะควรอธิบายอย่างเจาะจงสำหรับยากลุ่มต่อไปนี้
ผลข้างเคียงทั่วร่างกายของยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ (timolol, carteolol เป็นต้น):
- ผลต่อหัวใจ: หัวใจเต้นช้า (ชีพจรช้าลง), อัตราการเต้นของหัวใจลดลง, ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง
- ผลต่อการหายใจ: หลอดลมหดเกร็ง (ห้ามใช้หรือใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหืดหรือ COPD)
- อื่นๆ: อ่อนเพลีย, การทำงานทางเพศผิดปกติ, ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
ผลข้างเคียงของยากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพรอสตาแกลนดิน (เช่น latanoprost และ bimatoprost):
- เฉพาะที่ดวงตา: การเกิดสีของม่านตา (ไม่กลับคืน), ขนรอบดวงตาดกขึ้น, ขนตายาวขึ้น, และไขมันรอบเบ้าตาฝ่อ (DUES/PAP)
- ทั่วร่างกาย: ในหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อการหดรัดตัวของมดลูก จึงถือเป็นข้อห้ามโดยหลัก
ผลข้างเคียงของยา α2 agonist (brimonidine):
- ระบบประสาทส่วนกลาง: ง่วงซึม, อ่อนเพลีย, ปากแห้ง
- เด็ก: ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการกดการหายใจและอุณหภูมิต่ำ
ระบบนำส่งยาแบบใหม่ (DDS)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ระบบนำส่งยาแบบใหม่ (DDS)”กำลังพัฒนาสูตรยาที่ไม่ต้องหยอดตา
- DDS แบบปลั๊กท่อน้ำตา (เช่น Dextenza®): อิมแพลนต์ชนิดปลดปล่อยยาอย่างต่อเนื่องที่ใส่ในรูน้ำตา ใช้ควบคุมการอักเสบหลังผ่าตัด
- การฝังยาออกฤทธิ์นานแบบฉีดเข้าลูกตา: มีความพยายามพัฒนาเพื่อให้ยาถูกปลดปล่อยต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน
- ยาหยอดตาอนุภาคนาโน: มุ่งเพิ่มการซึมผ่านของกระจกตาและลดความถี่ในการหยอด
บางชนิดได้รับการอนุมัติในต่างประเทศแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่อยู่ในสิทธิ์การเบิกจ่ายของญี่ปุ่น หรือยังอยู่ในระยะการทดลองทางคลินิก
แนวโน้มของ DDS แบบคอนแทคเลนส์ออกฤทธิ์นาน: กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ปลดปล่อยยาอย่างต่อเนื่องจากคอนแทคเลนส์ที่ชุบยา โดยการปลดปล่อยยาอย่างช้า ๆ ในช่วงที่สวมใส่ อาจช่วยยืดเวลาที่กระจกตาสัมผัสยาเมื่อเทียบกับยาหยอดตา และลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย การทดลองทางคลินิกระยะต้นของคอนแทคเลนส์ที่ชุบยารักษาต้อหิน (เช่น timolol) กำลังดำเนินอยู่
วิธีใช้ยาหยอดตาชนิดพิเศษ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “วิธีใช้ยาหยอดตาชนิดพิเศษ”ยาหยอดตาบางชนิดต้องระวังเป็นพิเศษ
ยาหยอดตาชนิดแขวนตะกอน (เช่น ฟลูออโรเมโทโลนชนิดแขวนตะกอน, โอลอพาทาดีนชนิดแขวนตะกอน):
- เขย่าให้ดีก่อนใช้ (อย่างน้อย 1 นาที)
- หากใช้ขณะที่ตัวยายังตกตะกอนอยู่ ฤทธิ์ยาจะไม่เกิด
ยาขี้ผึ้งตา (เช่น ยาขี้ผึ้งตาอีริโทรไมซิน):
- ดึงเปลือกตาล่างลง บีบออกประมาณ 1 ซม. แล้วทาในถุงเยื่อบุตา
- หลังใช้ การมองเห็นจะพร่ามัวชั่วคราว (เนื่องจากมีฐานเป็นน้ำมัน)
- มักแนะนำให้ใช้ก่อนนอน
- หลังหยอดแล้ว ให้หลับตาเบาๆ และเช็กยาหยอดที่เหลือด้วยทิชชูสะอาด
ยาชนิดเจล (เช่น Timoptol XE เป็นต้น):
- อธิบายล่วงหน้าว่าการมองเห็นอาจพร่ามัวชั่วคราวหลังหยอด
- ใช้เป็นลำดับสุดท้าย (เพื่อไม่ให้รบกวนการดูดซึมของยาน้ำอื่นๆ)
- ไม่จำเป็นต้องเขย่า แต่ให้ตรวจฝาให้ดีก่อนใช้
ยาชาหยอดตา (ขณะตรวจ):
- ห้ามผู้ป่วยใช้ที่บ้าน มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของเยื่อบุผิวกระจกตาและการทะลุ
- ใช้เฉพาะก่อนตรวจเท่านั้น
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและสิทธิการเบิกจ่าย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและสิทธิการเบิกจ่าย”ในญี่ปุ่น ยาหยอดตาที่เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ต้องมีใบสั่งแพทย์ ยาหยอดตาที่ใช้สำหรับโรคตาเรื้อรัง เช่น ต้อหิน เบาหวานขึ้นจอประสาทตา และจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ส่วนใหญ่อยู่ในสิทธิการเบิกจ่าย ยาที่ไม่มีสารกันเสียและยาสูตรผสมอาจมีราคาสูงกว่าสูตรทั่วไป แต่สามารถพิจารณาเป็นทางเลือกเพื่อลดจำนวนครั้งในการหยอดและลดผลข้างเคียงได้ ยาหยอดตาที่ซื้อได้เอง (OTC) เช่น น้ำตาเทียม ยาลดคัดจมูกตา และยาต้านฮีสตามีน สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่เช่นเดียวกับยาตามใบสั่งแพทย์ การใช้อย่างถูกต้องยังคงสำคัญ
การให้คำแนะนำเรื่องการหยอดตาและการประเมินผู้ป่วย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “การให้คำแนะนำเรื่องการหยอดตาและการประเมินผู้ป่วย”ใน “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ยาหยอดตาอย่างเหมาะสม” ของสมาคมจักษุแพทย์ญี่ปุ่น1) แนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจสอบวิธีหยอดตาและให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม Shima และคณะ (2009) รายงานการประเมินการหยอดตาด้วยตนเองในผู้ป่วยต้อหินที่ใช้อุปกรณ์ช่วยหยอด6) การใช้อุปกรณ์ช่วยที่เหมาะสมร่วมกับการสอนด้วยวาจาได้ผลดีที่สุดในการปรับปรุงวิธีการ
แม้ว่าผู้ป่วยจะคิดว่าวิธีหยอดตาของตนถูกต้อง แต่ในความเป็นจริงมักใช้วิธีที่ผิด การตรวจท่าปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอในคลินิกผู้ป่วยนอกและการสอนซ้ำเมื่อจำเป็นมีความสำคัญต่อการคงไว้ซึ่งความร่วมมือในการรักษา2) Konstas AG และคณะ (2000) ศึกษามุมมองของผู้ป่วยต่อความร่วมมือในการใช้ยาหยอดตา และแสดงให้เห็นว่ามีช่องว่างมากระหว่างการรับรู้ของผู้ป่วยกับความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง7) การสำรวจของ Buller ในประเทศกำลังพัฒนายังวิเคราะห์ความร่วมมือในการใช้ยาหยอดตาสำหรับต้อหิน และแสดงให้เห็นว่านี่เป็นปัญหาสากลที่เกินขอบเขตของระบบบริการสุขภาพ8)
8. เอกสารอ้างอิง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “8. เอกสารอ้างอิง”- American Academy of Ophthalmology. Punctal Occlusion. Basic and Clinical Science Course skills resource. https://www.aao.org/education/basic-skills/punctal-occlusion
- Tatham AJ, Sarodia U, Gatrad F, Awan A. Eye drop instillation technique in patients with glaucoma. Eye (Lond). 2013;27:1293-1298. PMID:23970024. PMCID:PMC3831141. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3831141/
- Countess of Chester Hospital NHS Foundation Trust. Administration of eye drops and eye ointments. Clinical guideline. https://www.coch.nhs.uk/media/172805/11-eye.pdf
- Baudouin C, Labbé A, Liang H, Pauly A, Brignole-Baudouin F. Preservatives in eyedrops: the good, the bad and the ugly. Prog Retin Eye Res. 2010;29(4):312-334. doi:10.1016/j.preteyeres.2010.03.001.
- 緑内障診療ガイドライン(第5版)作成委員会. 緑内障診療ガイドライン(第5版). 日眼会誌. 2022;126(2):85-177.
- Shima C, Nakamura M, Harada T, et al. Evaluation of self-instillation technique in glaucoma patients using an eye drop instillation aid. Nihon Ganka Gakkai Zasshi. 2009;113(5):573-578.
- Konstas AG, Maskaleris G, Gratsonidis S, et al. Compliance and viewpoint of glaucoma patients in Greece. Eye (Lond). 2000;14(Pt 5):752-756.
- Buller AJ, Connell B, Spencer AF. Compliance with anti-glaucoma eye drops in a developing country. J Glaucoma. 2016;25(4):e370-e372.